บริการให้ดี ต้องมีสมอง

ช่วงหลังนี่ทำตัวอินเทรนด์ เกาะกระแสเทคโนโลยี ริอ่านทำงานแบบโมบายออฟฟิศ ร่อนเร่เคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ อาศัยบริการตามร้านกาแฟ ตึกน้อยตึกใหญ่เป็นหลัก เงื่อนไขก็ไม่มีอะไรมากแค่มีที่นั่ง เงียบพอประมาณคนไม่พลุกพล่าน ที่สำคัญคือมีปลั๊กไฟ ไม่ไล่ลูกค้าที่กินน้อยแต่นั่งนานอย่างเราเป็นใช้ได้ เรื่องเน็ตไม่ต้องห่วงเพราะพกมาเอง

ใช้ชีวิตทำงานแบบร่อนเร่ มีออฟฟิศส่วนตัวตามร้านกาแฟ เลยได้มีโอกาสสบช่องสำรวจเรื่องงานบริการเอามาเป็นข้อมูล วัตถุดิบสำหรับทำมาหากินสอนหนังสือ หรืออย่างวันนี้ ดาวศุกร์เข้าดาวเสาร์แทรกรึไงก็ไม่รู้ มีกรณีตัวอย่างเข้าทั้งวัน 

เคสแรก นั่งทอดสะพาน เอ๊ย ทอดอารมณ์รอบัดดี้มาทำงานด้วยกัน เพื่อไม่ให้เสียเวลาก็สั่งกาแฟโปรดมา ถือซะว่าเป็นค่าเช่าที่นั่ง รอ ร๊อ รอ จนนานผิดสังเกต เลยลุกขึ้นมาดูซะหน่อย ปรากฎว่า หลังจากวุ่นวายกับลูกค้าที่เปลี่ยนโน่น เปลี่ยนนี่ ก็ลืมออเดอร์เราซะงั้น แต่เรื่องที่ต้องชมเชยก็คือ แค่เราชะโงกหน้าไปถามหา พนักงานก็เริ่มเทคแอคชั่นทันที ด้วยการขอโทษ ด้วยการขยับท่าทาง ขมีขมันมาทำกาแฟให้ พร้อมชดเชยด้วยการอัพไซส์ เปลี่ยนขนาดจากแก้วเล็กเป็นแก้วกลางให้ทันทีโดยไม่มีการร้องขอ ครบถ้วนตามคอนเซปงานบริการเป๊ะ ดับร้อนของลูกค้าอย่างรวดเร็ว ทันอกทันใจ แสดงออกด้วยวาจา พร้อมด้วยการกระทำ และชดเชยให้ .. ยกนิ้วให้เลย ไอ้ที่อ้าปากจะบ่น จะว่า ก็ต้องหุบลงทันที เพราะมีกาแฟอัพไซส์มาปิดปาก

ลองมาดูอีกเคสกัน วันเดียวกันเนี่ยแหละนะ ไปทานอาหารเย็นที่ร้านญี่ปุ่น ค่อนข้างดูดีมีตระกูล เดินเข้าไปนั่งเป็นโต๊ะแรก พนักงานก็ดูดีมีมารยาท นอบน้อมค้อมแล้วค้อมอีกมารับออเดอร์ไปดำเนินการ แต่รอแล้วรอเล่าจนผิดสังเกต อาหารก็ยังไม่มาถึงโต๊ะ กวาดตาไปโต๊ะข้างๆ มาทีหลังแต่ไหงได้ทานกันอย่างเอร็ดอร่อยก่อนเราได้ไง ..ว่าแล้วก็ยกมือโบกทันที ร้องหาความช่วยเหลือในการติดตามอาหารซักหน่อย ผลคือ พนักงานลืมส่งออเดอร์ไปครัว เหมือนฉายหนังซ้ำยังไงชอบกล 

แต่เคสนี้มาแปลก พนักงานต่างพากันมารุมขอโทษ โค้งแล้วโค้งอีก รีบไปตามอาหารมาให้ แถมลัดคิวให้ด้วย ถือว่าสอบผ่านในชั้นต้น แสดงออกด้วยการขอโทษ ด้วยความรวดเร็วทันใจ ทั้งวาจาและการกระทำ รีบยกอาหารมาวางเสริพให้ตรงหน้า แต่ด้วยความที่ถูกฝึกมาให้บริการ ให้พูดถามไถ่สร้างบรรยากาศตามบท ก็เลยพาให้มาตายน้ำตื้นเอาตรงนี้ …….. ”ชี” ในที่นี้คือ She ผู้หญิง ไม่ใช่แม่ชีที่มาหารายได้พิเศษ ก็ถามด้วยความชินปากทันทีว่า ..  ”อาหารที่สั่งครบนะคะ” โดยหาได้ดูตาม้าตาเรือไม่  .. นั่งกันอยู่ 3 คน อาหารมี 2 ชุด (ดัน) พูดออกมาได้ว่าครบนะคะ

เราก็สวนกลับทันที แบบไม่ต้องลังเล ไม่ต้องให้ตั้งตัวว่า “ยังไม่ครบหรอกค่ะ นั่งอยู่นี่อีกคน” เล่นเอาหน้าเหวอไป ร้อนถึงเจ้าตัวต้นเหตุที่ลืมออเดอร์ต้องออกมารับหน้า ปล่อยให้น้องชิ่งหนีกลับเข้าครัว .. ให้ตายเถอะ เกือบจะดีแล้วเชียว ดันมาสอบตกตอนสุดท้าย ตายน้ำตื้นจริงๆ

นี่แหละน้า..งานบริการ จะให้ฝึก ให้ท่องยังไง ก็ลำบากยากเข็ญจริงๆ ใจต้องรัก ต้องอดทนที่จะเจอลูกค้าหลากหลายรูปแบบ.. บริการจะให้ดีต้องใช้หัวใจ แล้วที่สำคัญก็ต้องใช้สมองด้วย เดี๋ยวจะพาลมาตายน้ำตื้นอย่าง “ชี” นี่อีก 5555+

บันทึกน้ำท่วม : ความสุขยามเรือ (ชิบ) หาย

น้ำท่วมหนักรอบนี้ใช้ว่าจะเป็นกลียุค วิกฤติเพียงอย่างเดียวก็หาไม่ ท่ามกลางความ เรือ (ชิบ) หายที่ต่างโดนกันถ้วนหน้า ก็ยังมีความสว่างไสว ยังพบความสุขและบทเรียนอันมีค่าทางจิตใจ ทุกคนที่ประสบกับความเรือหายหยั่งว่านี้ ถ้าใส่ใจซะหน่อย ตระหนักให้มาก ก็จะพบกับความสุขใจ กับความอบอุ่นใจที่ว่านี้เหมือนๆ กัน

ท่ามกลางโหมด “รอ” และโหมด “ลุ้น” ว่าน้องน้ำจะเฉียดแผ้วพานมาเยี่ยมถึงบ้านหรือไม่นี้ นอกจากจะพบเจอกะความเครียดว่า คุณน้องน้ำเธอจะมาหาหรือไม่ จะมาถึงเมื่อไหร่นั้น  ครอบครัวของเราก็พบกับความสุขใจที่ว่า  เราได้ใช้เวลา 1-2 สัปดาห์อันมีค่าร่วมกัน ..จากที่เคยออกจากรังแต่เช้ามืด กลับเมื่อดึก ไม่เคยวางแผนปรึกษาการไปและการกลับ เปลี่ยนมาเป็นการพูดคุยกัน ชั้นจะไปส่งลูกตอนเช้าแล้วรีบกลับมาตอนบ่าย เธออยู่บ้านเก็บของเฝ้าน้ำไปแล้วบ่ายสลับไปรับลูก เราจะเปิบมื้อเย็นพร้อมกันที่บ้าน..แทนการกินข้าวข้างนอก เพื่อรีบมาเฝ้าน้ำ เลยรู้ว่า.. สุข .. ที่ครอบครัวได้ใช้เวลาด้วยกันมากขึ้น สื่อสารกันมากขึ้น

แถมด้วยการร่วมแชร์และแบ่งปัน ช่วยเหลือกันในครอบครัว แบ่งหน้าที่เข้าเวร ของชั้นเวรค่ำถึงดึก ของเธอเวรดึกถึงเช้า ส่วนพ่อลูกชายเข้าเวรบ่ายช่วงที่พ่อแม่ม่อยหลับ เทคอะงีบไป ทำหน้าที่ของตนเองโดยสร้างภาระให้น้อยที่สุด ทำตัวให้ยืดหยุ่นมากๆๆ อยู่ให้ง่าย ลดตัวกูร์ของกูร์ไปเยอะๆ ..สุข..ที่ครอบครัวเราร่วมด้วยช่วยกัน

ความสว่างไสว สุขในใจอีกอย่างก็คือ การได้โทรหาพ่อหาแม่ทุกวัน เมื่อก่อนออกจะรำคาญที่พ่อแม่โทรมา จะโทรมาทำไม๊..ทำไม แต่ช่วงโหมดลุ้นน้องน้ำนี่ โทรหากันทุกวัน รายงานตัว โทรไปมั่ง พ่อกะแม่โทรมามั่ง .. ยังแห้งค่า ยังแห้ง .. เอาอยู่ค่า ยังไม่แตกค่า จนกระทั่งวันที่หนีน้องน้ำ .. กลัวพ่อกะแม่จะตกใจ เป็นห่วง ก้อแค่โทรไปรายงานตัวตอนอพยพแสร็จสิ้นเรียบร้อย .. น้ำแตกแล้ว นู๋อพยพเรียบร้อย ทุกคนปลอดภัย หรือแม้แต่ช่วงโหมดหนีน้ำ ก็ยังตามข่าวทั้งวี่ทั้งวัน คอยแจ้งข่าวพ่อกะแม่ ..น้องน้ำใกล้แล้ว เขื่อนใกล้แตก คลองใกล้ปริ่ม  นี่แหละความใส่ใจของคนในครอบครัว

สุขอีกเรื่องก็คือ ในโหมดเรือหายรอบนี้ เราซึ้งใจในความเป็นห่วงเป็นใยของบรรดาเพื่อนฝูง มิตรสหาย ซึ่งบางคนเป็นมิตรที่หายไปนาน ร้อยวันพันปีไม่เคยโผล่ บางคนอยู่ไกลกันข้ามโลก แต่พอน้องน้ำมาเยือน ก็ต้องรับโทรศัพท์ ส่งวอทซ์แอพถามสารทุกข์สุขดิบกันถี่ยิบ แค่ได้ยินเสียงได้พูดคุยก็ขอบคุณมากหลายแล้ว .. บางคนก็หยิบยื่นความช่วยเหลือ .. เอาพี่ (สอบ)ทรายมั้ย หรือจะเอาพี่อิฐ (บล๊อค) .. รายงานอากาศวันนี้ ไม่มีเมฆก้อนใหญ่ โปรดสบายใจพี่ฝนไม่เทมาปนน้องน้ำ.. บางคนก็เป็นยามให้ โทรมาปลุก ส่งข้อความมาบอก .. ตุนด้วย! น้องน้ำมาแล้ว หนีด่วน! พี่คันจะแตก …บางคนไม่รู้จักตัวเป็นๆ ด้วยซ้ำ ก็ยังยื่นมือมาช่วย บอกกล่าวสถานการณ์น้ำผ่านโลกออนไลน์ .. เหล่านี้เป็นความอบอุ่นที่วิกฤตน้องน้ำไม่อาจมาแทรกกลางได้

และในโหมดหนีน้ำนี้ ก็เพื่อนนี่แหละ ที่ส่งรถไปรับ ..ได้เปลี่ยนสถานะจากผู้ประสบภัย กลายเป็นผู้อพยพบรรดาศักดิ์ที่หัวรถลากไปเทียบรับถึงบ้าน

อีกบทเรียนที่สร้างความสุขให้ก็คือ ไม่มีข้อจำกัด หรืออุปสรรคสำหรับการทำความดี ต่อให้น้ำท่วมบ้าน ออกมาไม่ได้ คนเราก็สามารถจะทำดีได้ทั้งนั้น .. จะอยู่บ้านแช่น้ำ ก็ปั้นลูกอีเอ็มได้ โอนตังค์ไปร่วมด้วยช่วยกันทำบุญได้ หรืออยู่ในโหมดอพยพ ก็ช่วยเฝ้ายามให้เพื่อนๆได้ รายงานข้อมูลน้ำ ออกไปช่วยแพ็คพี่ทราย กรอกน้ำ บริจาคเลือด หรืออะไรต่อมิอะไรได้หมด .. นี่แหละสุขใจที่ได้ให้ ได้ทำบุญ ได้ช่วยเหลือคนอื่น

ถึงน้องน้ำจะมา จะพัดอะไรต่อมิอะไรพัง ของจมน้ำ เรือ (ชิบ) หายไปก็เยอะ แต่อย่าให้กำลังใจของเราหายไปด้วย ความสุขระหว่างทางเหล่านี้จะช่วยให้เราผ่านเรื่องร้ายไปได้ น้องน้ำก็น้องน้ำเหอะ ..   ไม่ได้แอ้มหร๊อก

อ่านแล้ว น้ำ(ตา)ปริ่ม ..

ท่องเมืองยุ่น : สุดยอดปลอดภัย

นอกเหนือจากหลงใหลได้ปลื้มกับการใส่ใจในรายละเอียดของชาวยุ่นจากการเปิดซิงท่องแดนซากุระแล้ว ก็ยังแอบมีเรื่องปลื้มอีกหลายเรื่อง หนึ่งในนั้นก็คือเรื่องของความปลอดภัย ทั้งความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมไปถึงความอุ่นใจ มั่นใจในการใช้ชีวิตท่องเที่ยว

ในฐานะที่เป็นกะเหรี่ยงนักท่องเที่ยวที่พลัดถิ่นจากแดนบางกอก ไปท่องเที่ยวแบบไร้ไกด์ ความปลอดภัย ความอุ่นใจเป็นเรื่องสำมะคัญสุดๆ ไอ้ประเภทเดินไปพลาง เหลียวหน้าเหลียวหลังไปพลางเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ หรือประเภทต้องระวังตัวสุดริด ห้ามออกนอกเส้นทาง ห้ามออกจากโรงแรมยามวิกาลก็เหมือนกัน นักท่องเที่ยวกะเหรี่ยงอย่างเรารับไม่ได้จริงๆ เพราะเคยมีประสบการณ์มาก่อน ต้องขลุกอยู่แต่ในโรงแรม แทบจะกรี๊ดกลับบ้านก่อนกำหนดทีเดียวเชียว

แต่เที่ยวแดนซากุระรอบนี้ ประมาณว่าเที่ยวสบายแบบไร้กังวล .. วางของลืมทิ้งไว้กลับมาเอา มันก็ยังอยู่ .. เดินไป ก็เจอเจ้าหน้าที่ เจอศูนย์บริการข้อมูลเป็นระยะ .. สะพายเป้หลังก็เดินคล่องสบายใจ ไม่ต้องห่วงหลังหรือต้องคอยจับลูบคลำเป็นระยะ ถึงจะเบียดเสียดบนรถไฟก็ไม่ต้องกลัวถูกล้วงถูกกรีด.. กองกระเป๋าเอาไว้ เข้าไปสอบถามข้อมูลก็ไม่ต้องกลัวหาย …. เรียกว่าสบายใจหายห่วง

และที่เป็นปลื้ม สร้างความตะลึงจนอดซี้ดปาก ยกนิ้วให้ ก็เป็นเรื่องของจิตสำนักของความปลอดภัยของคุณยุ่น ทำกันเป็นจริงเป็นจัง ทำกันทุกขั้นตอน ทำกันจนเป็นนิสัย จนนึกสงสัยว่าทำไมมันถึงติดอยู่ในนิสัย หรือกมลสันดานได้ขนาดน้านนนน .. ไม่ต้องพูดถึงความปลอดภัยที่มากับอุปกรณ์ หรือระบบ แต่เป็นสำนึกในความปลอดภัยของคนล้วนๆ

อย่างตอนที่ไป Toyota World ได้มีโอกาสลองซิ่งรถ Hybrid ที่แปลงพลังงานจาก 2 ขาถีบ มาเป็นพลังขับเคลื่อนของรถคล้ายๆ โกคาร์ท พนักงานที่ประจำจุดให้คำแนะนำซ้ำแล้วซ้ำอีก หยิบ Instruction ภาษาปะกิดมาให้อ่าน แถมจับคาดเข็มขัดนิรภัยทันทีทันควัน ประมาณว่า เธอไม่คาด ชั้นไม่ปล่อยรถ .. แถมถีบๆๆ ขับๆๆ ไป เจอไฟแดงแบบหลอกๆ ไม่หยุดก่อนถึงเส้น คุณเจ้าหน้าที่ก็โบกไม้โบกมือ ชี้นิ้ววิ่งมาบอกให้วุ่น มีทางม้าลายที่ไร้คนข้ามก็ต้องหยุดแบบนิ่งสนิท ไม่ใช่ชะลอแล้วก้อไป

หรือตอนที่รอรถไฟออก (ตามเวลา) เพื่อไปดู ไปเบิ่ง Fuji Mountain ให้เป็นขวัญตาว่ามาถึงจริง, วิญญาณกะเหรี่ยงท่องเที่ยวก็ทำงานทันที ถ่ายรูปคู่กะหัวจักรรถไฟ ถ่ายกันหลายรูปก่อนเคลื่อนย้ายเข้าตัวรถเพราะหนาวได้ใจ ปรากฎว่ามีเจ้าหน้าที่ยืนรอปิดประตูตู้อยู่ รอจนชัวร์ว่าทั้งตัว ทั้งก้น ทั้งกระเป๋าเราเคลื่อนเข้าไปในตัวรถทั้งหมดทั้งสิ้น ก็โค้งให้อย่างงามๆ ก่อนกดปิดประตู เลยรู้ตัวว่าเราคือผู้โดยสารคนสุดท้ายที่เข้ารถก่อนปิดประตูกันลมหนาวนั่นเอง

และเมื่อเข้าจอดที่สถานีชานเมือง คล้ายๆ สถานีรถไฟต่างจังหวัดบ้านเรา ก่อนเคลื่อนขบวนทุกครั้ง เจ้าหน้าที่ประจำรถก็จะโผล่หัว หรือลงไปดูจนมั่นใจว่าผู้โดยสารขึ้นรถจนหมดแล้วค่อยออก ไม่ต้องให้ผู้โดยสารวิ่งไล่รถ .. ซึ่งอันนี้รถไฟบ้านเราก็มี เห็นยกธงแดง ธงเขียวเป็นสัญญาณให้พขร. ก่อนเคลื่อนขบวน แต่ก็เห็นมีการวิ่งไล่รถกันบ่อยๆ

ตอนรถไฟขบวนชานเมืองสวนกัน .. เราก็แอบเห็นพขร. ยืนขึ้น ยกมือทักทายพขร. อีกขบวน ตอนแรกก็นึกว่าบังเอิญรู้จักกัน เลยลุกขึ้นเซย์ฮัลโหล ที่ไหนได้.. เห็นทั้งขาไปขากลับ เหมือนกับลุกทักทายเพื่อบอกกันว่า เราปล่าวหลับรึเปล่าก็ไม่รู้นะ .. แถมตอนขึ้นรถชมวิวรอบทะเลสาบ คล้ายๆ mini-bus ชมวิว ซึ่งจะจอดตามจุดท่องเที่ยวต่างๆ ลุงคนขับรถก็ทำเช่นเดียวกัน ยกมือทักทายรถชมวิวคันที่สวนมา เพียงแต่ไม่ได้ลุกยืนเท่านั้นเอง

และทุกครั้งก่อนเคลื่อนรถ สิ่งที่เห็นลุงคนขับรถทำก็คือ ขั้นตอนการตรวจเช็ค ได้แก่การมองกระจกข้างซ้ายขวา กระจกหลัง และทัศนวิสัยด้านหน้า ย้ำ..ว่าทุกครั้ง ก่อนเคลื่อนรถ .. ที่รู้หรือสังเกตได้ก็เพราะว่าลุงแกทำมือไปด้วยทุกครั้ง ชี้พอยต์ไปที่กระจกข้างซ้ายขวา ตามขั้นตอน พอครบถ้วนก็พร้อมออกรถทันที .. สุโค่ย สุดยอดจริงๆๆ

นี่แค่เรียกน้ำย่อย สำหรับเรื่องสำนึกของความปลอดภัย .. เชื่อว่าคงมีตัวอย่างอีกมากมาย ซึ่งไม่น่าสงสัยสำหรับคุณยุ่นเค้า แต่ที่สงสัยมากกว่า คือทำไงเค้าถึงฝังเรื่องนี้เอาไว้ในจิตสำนึกได้ขนาดนั้น แล้วทำไงให้คนไทย แดนบางกอกเป็นงั้นได้บ้างก็ไม่รู้ .. สงสัย สงสัยมากๆๆๆๆๆๆ

ท่องเมืองคุณยุ่น : ใส่ใจเพื่อแตกต่าง

ไปท่องเมืองซากูระรอบนี้ ได้เปิดหูเปิดตามากมาย ประมาณว่าตาโตหูผึ่งได้ทุกเรื่อง เป็นประสบการณ์ที่อยากนึกถึงเขียนถึง เก็บไว้นั่งเล่นดูเล่น ตั๋วรถ ตั๋วผ่านทางต่างๆ ก็ขนหอบกลับมาพะรุงพะรัง ตั้งใจว่าจะทำอัลบั้มเก็บเป็นที่ระลึกการเปิดซิง ท่องแดนปลาดิบกะเค้าครั้งแรกในชีวิตซักหน่อย

ทริปนี้ท่องตะลุยกันเองโดยไม่คิดจะง้อไกด์ ง้อทัวร์ ด้วยความที่ข้อมูลทุกอย่างมันแน่นปึ๊ก พร้อมมากสำหรับมือเที่ยวสมัครเล่นอย่างเรา ขอบคุณอินเทอร์เน็ต ขอบคุณอากู๋เกิ้ล ขอบคุณคุณยุ่น ที่จัดหาข้อมูลมาให้อย่างดี ไม่มีผิดหวัง .. แม้จะแอบมึนบ้างกับภาษา แต่อิงลิชที่เตรียมไว้ให้ ก็กล้อมแกล้มได้โขอยู่

ไม่ว่าจะย่ำไปทางไหน ก็จะเห็นป้าย i – information อยู่ตลอด หันซ้ายหันขวา เดี๋ยวก็เจอ ไปพักไปเที่ยวที่ไหน ก็ไม่ต้องห่วงว่าจะโนะๆๆ เนะๆๆ กันไม่รู้เรื่อง เพราะคุณยุ่นสมัยนี้ ยอมพูดภาษาอังกฤษกันแล้ว และถึงจะพูดไม่รู้เรื่อง ก็ไม่วิ่งหนีหายไปไหน ..พยายามอยู่นั่นแหละให้เราเข้าใจให้ได้ จะภาษามือ ภาษาชี้ไปเรื่อย เอากระดาษมาวาดมาเขียนเพื่อทวนว่าเข้าใจตรงกัน สุดท้ายที่ประทับใจจอร์จก็คือแผ่น Instruction .. เค้าเตรียมไว้ครบทุกภาษาหลักที่จะมี เล่นเอาทึ่งจริงๆๆ ว่าเค้าใส่ใจในรายละเอียดอย่างหนัก นี่ล่ะมั้ง.. ถึงสร้างให้เกิดความแตกต่างได้อย่างน่าประทับใจ

เริ่มตั้งแต่ตอนผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองที่แสนจะเกร็งสุดๆๆ เพราะโดนขู่มาก็เยอะ อ่านเจอมาก็แยะว่าจะถูกส่งกลับได้ง่ายๆ แค่เจ้าหน้าที่เค้าเอาพาสปอร์ตสแกนเข้าไปเท่านั้น ด้วยความไฮเทค ผสมกับความใส่ใจ ข้อความภาษาไทยก็โชว์ปั๊บว่าคุณต้องทำตามขั้นตอนอะไรบ้าง โอวแม่เจ้า! Customized ดีจริงๆ

ระหว่างรอ Shuttle Bus ของโรงแรมมารับ อากาศก็หนาวแบบสะใจ หิมะที่น่ารักก็มาตกต้อนรับทันทีที่ลงเครื่อง ลมก็แรงได้ใจ หนาวงั่กๆๆ แต่ก็ไม่วายทึ่งกับความใส่ใจอีก เพราะเค้ามีห้องไม่เล็กไม่ใหญ่พร้อมที่นั่งรอ ตู้กดน้ำร้อน-เย็น ให้พักหลบหนาวหลบลม จะได้ไม่แข็งตายระหว่างรอรถ ช่างเตรียมช่างจัดจริง

หรือแม้แต่ลิฟท์ ไม่ว่าจะลิฟท์น้อยลิฟท์ใหญ่ ห้างหรือว่าโรงแรม นอกเหนือจากปุ่มกดชุดปกติทั่วไป ก็จะมีชุดกดด้านข้างสำหรับเด็ก คนพิการเตรียมไว้เสมอ ซึ่งบ้านเราก็มีเหมือนกัน แต่ก็ว่ากันตามอัธยาศัย นี่แค่น้ำจิ้มของความใส่ใจในรายละเอียดของคุณยุ่นนะเนี่ย

ที่ทึ่งสุดๆ จนอยากขนกลับบ้านก็คงไม่พ้นเรื่องส. ส้วม ขนาดฟังคนเม้าท์เรื่องส้วมมาเยอะ พอมาเจอของจริง ลองใช้จริง ก็ยังทึ่งได้อีก .. อะไรมันจะบ้าใส่ใจในรายละเอียดทุกขั้นตอนขนาดน้านนนน .. ยกให้เรื่องความสะอาดเพราะเค้าผ่านอยู่แล้ว ยิ่งถ้าเทียบกับส้วมลาว เวียตนาม หรือเมืองจีนนี่หายห่วง ห้องน้ำเมืองยุ่นนี่ใส่ใจตั้งแต่ความถนัด และอายุของคนใช้ เพราะมีให้เลือกตามความชอบ จะเลือกนั่งยองก็ได้ แต่ถ้าอยากสบายหรือสูงอายุหน่อยก็เลือกนั่งโถ อันนี้ว่ากันตามชอบ ตามถนัด แต่ต้องออกตัวไว้ก่อน ว่าไม่ได้เสนอหน้าโผล่ไปดูห้องน้ำชายหนุ่มเค้าหรอกนะ เอาเป็นว่า เป็นเรื่องของห้องน้ำหญิงละกัน .. แถมในบางสถานที่ ที่อลังการ หรือรับแขกซักหน่อยก็จะมีห้องน้ำหลายรูปแบบให้เลือก มีแบบห้องเดี่ยว ห้องแม่และเด็กที่โตหน่อย ห้องแม่และเด็กน้อยที่ต้องเปลี่ยนแพมเพิร์ส หรือที่ปัสสาวะของเด็กชายที่ติดสอยห้อยตามมากับคุณแม่ .. โอ้ว! นี่แค่รูปแบบห้องน้ำนะ

สำหรับขั้นตอนเมื่อปฏิบัติภารกิจลุล่วง ก็แสนจะไฮเทค กดปุ่มอย่างเดียว จะด้านข้างโถ ด้านข้างกำแพงห้อง หรือแบบรีโมท ก็แล้วแต่การดีไซน์หรือระดับความหรูของห้องน้ำ ที่สำคัญก็คือ เค้าออกแบบมาด้วยความใส่ใจ customized สุดๆๆ เพราะเลือกตำแหน่งการฉีด ฉีดข้างหน้าสำหรับสุภาพสตรี หรือฉีดก้นสำหรับภารกิจหนัก แถมสามารถปรับความแรง ความกระจายของน้ำ เลือกระดับอุ่น ร้อน อุณหภูมิน้ำได้อีก

ยังไม่พอ.. ด้วยความใส่ใจในรายละเอียด ห้องน้ำบางที่ยังมีระบบเป่าให้แห้งด้วย หรือยังมีเสียงดนตรี เสียงกดน้ำ (Flush) สำหรับ  กลบเสียงอันไม่พึงประสงค์ นี่ถ้าไม่ศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคดีๆ ทุกรายละเอียด ไม่มีทางออกแบบทำมาได้ขนาดนี้หรอก จนบางครั้ง..คิดว่ามัน too much, so much ไปปล่าว แต่ผลที่ออกมาก็คือผู้บริโภคอย่างเราๆ ประทับใจ พอใจ ติดใจถึงขนาดอยากลงทุนขนซื้อส้วมกลับบ้านมาซะงั้น

ตัวอย่างของความใส่ใจในรายละเอียดเนี่ย ไม่ใช่เฉพาะเรื่องส้วม มันครอบคลุมไปซะทุกเรื่องอย่างที่เล่าเป็นน้ำจิ้มข้างต้น ที่ชัดๆอีก ก็เห็นจะเป็นเรื่องของฝาก ของกิน ของที่ระลึกทั้งหลาย เป็นตัวอย่างที่ดีของความใส่ใจในรายละเอียดจนสามารถสร้างความแตกต่างได้

อย่างของฝากไอเดีย OVOP - One Village One Product ที่บ้านเราเอามาเป็นตัวอย่างของ OTOP นั้น ก็สะท้อนไอเดียของการใส่ใจและ Customization ได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าเราจะไปท่องไปเที่ยวที่ไหนก็จะเห็นสินค้าอันเป็นเอกลักษณ์ของเมืองที่แตกต่างเป็น Unique  และนั่นก็หมายถึงเงินเยนน้อยๆๆ ที่หลุดออกจากกระเป๋าไป ไม่ว่าจะเป็นพวงกุญแจอันจิ๋วรูปโตเกียวทาวเวอร์ พวงกุญแจรูปนินจามีดดาบที่อาซากุสะ หรือบรรดาขนมของฝากทั้งหลาย ที่แม้มันจะเหมือนๆกันคือแป้งใส่น้ำตาล ยัดไส้วัตถุุดิบธรรมชาติท้องถิ่น แต่ก็ช่างทำรายละเอียดให้เราอดไม่ได้ที่จะซื้อหา

คิดดู.. กะแค่แป้งใส่น้ำตาลธรรมดา ก็ยังใส่ใจมีให้เลือกหลายสีหลายรส ไส้ข้างในก็มีให้เลือกตั้งแต่ถั่วแดงเม็ด ถั่วแดงบด งาเขียว งาดำ ช็อคโกแล็ต สตอร์เบอรรี่ .. สารพัดไส้ แต่ที่สร้างความแตกต่างได้เด็ด และตั้งราคาได้สูง คงเป็นเรื่องการใส่ใจเรื่องของการหีบห่อ Packaging สวยๆ … ลายกระดาษที่ช่างสรรหา รูปแบบการห่อ โบว์ เชือกที่นำมาผูก วิธึการผูกโบว์นั่นอีก .. โอย! รู้ตัวอีกทีก็หมดไปหลายอยู่

หรือแม้แต่เรื่องราเมน ที่เราดูยังไงมันก็เหมือนๆ กัน อย่างบ้านเรา..มันก็เป็นแค่ก๋วยเตี๋ยว ซึ่งอย่างมากก็อาจแยกเป็นก๋วยเตี๋ยวสุโขทัย ก๋วยเตี๋ยวตำลึง ก๋วยเตี๋ยวน้ำใส ก๋วยเตี๋ยวเรือประมาณนั้น แต่ที่เมืองยุ่นนี่ แค่น้ำซุปก็แยกอีกได้หลายสูตร เป็นซุปจากปลา จากหมู จากไก่ หรือจากอะไรต่างๆนาๆ จะเรื่องเส้น ถ้าทำมาจากสาระพัดแป้ง ก็ได้สาระพัดเส้น แถมทำเป็นเส้นกลม เส้นแบนได้อีก หรือแค่ใส่เครื่องปรุง ก็มีความต่างออกไปอีก จะใส่ไข่ต้ม ใส่สาหร่าย ใส่เทมปุระ ผักดอง ใส่โน่นนี่ ก็สามารถสร้างสรรค์เป็นเมนูเด็ดของร้าน ให้คนมายืนเข้าแถวต่อคิวได้ จริงๆ เรื่องของวัตถุดิบของบ้านเรากับบ้านเค้ามันก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่ แต่เรื่องที่ต่างกัน น่าจะเป็นเรื่องของความใส่ใจในรายละเอียด และความคิดสร้างสรรค์ที่จะบันดาลให้เกิดความแตกต่างมากกว่า

แค่ใส่ใจ สนใจในรายละเอียด ลงมือทำ customize สร้างให้เกิดความแตกต่าง ก็สามารถสร้างมูลค่า สร้างความประทับใจได้มากอยู่ แน่ล่ะ .. ต้องเริ่มจากคิด สร้างสรรค์ แล้วกลั่นกรองลงมือทำ ให้ได้ผลออกมา

ตัวอย่างของความใส่ใจในรายละเอียดจนสามารถสร้างความแตกต่างได้ของคุณยุ่น ยังมีอีกเพียบ เก็บสะสมไว้เล่าในช่วงอื่นๆบ้าง ไหนๆ ก็ไปเที่ยวเสียตังค์ให้ขาดดุลไปแล้ว ก็ขอเก็บไอเดีย ประสบการณ์ดีดีมาเป็นต้นทุนทางปัญญาของเราบ้างแล้วกัน จะได้ไม่เสียตังค์เปล่า ..

 

Fact and Feeling

Fact and Feeling

ธรรมชาติโดยทั่วไปของงานบริการ ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายไหน ซีกคนรับ หรือจะซีกคนให้บริการ ก็มีคุณลักษณะอยู่ด้วยกัน 2 ส่วนก็คือ ส่วนแรก ส่วนที่เป็น “Fact” คือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น หรือที่เป็นอยู่  กับส่วนที่2 คือส่วนที่เป็น “Feeling” ได้แก่ส่วนของอารมณ์ ความรู้สึก ที่ผ่านการประเมิน ตัดสิน ใส่คุณค่าผนวกรวมลงไปในข้อเท็จจริง หรือ Fact อันนั้น ทั้ง 2 ส่วนเนี่ยมักมาคู่กัน ผนึกเป็นแพ็คคู่ปาท่องโก๋กันทีเดียว และบางทีก็ดูเหมือนว่าจะสร้างความมึนงงอยู่ไม่น้อยทีเดียวสำหรับการจัดการกับ “ปัญหา เรื่องของการบริการ”

ถ้าลองสังเกตกันดีดี ในสถานการณ์ของการบริการ จะเห็น 2 คุณลักษณะที่ว่าอย่างชัดเจน โดยเฉพาะคนรอบนอก บรรดาไทยมุง นานาชาติมุง ที่ยืนเฝ้าดูจะเห็นได้ชัดๆ จะๆ เต็มตา ไม่ว่าจะเป็นการชื่นชมกับบริการของร้านค้าไหนซักร้าน หรือจะวีนแตกใส่พนักงานคนไหนซักคน จะเห็นส่วนของ Fact และส่วนของ Feeling ที่เกิดขึ้นได้จะๆ เหมือนดูทีวีกันเลย

 .. อย่างเมื่อวันก่อน ไปเข้าคิวรอซื้อน้องไอ4 ที่ศูนย์บริการมือถือค่ายใหญ่ยักษ์ค่ายหนึ่ง เริ่มแจกบัตรคิวตอนบ่าย 2 โมง มีแค่ 10 คนเท่านั้นที่จะได้ของตามต้องการ และถึงเวลาก็เรียกเบอร์ ให้บริการตามคิวเป๊ะๆๆ คิวนึงใช้เวลาประมาณ 20 นาที กว่าจะขยับ … “Fact” ก็คือ เค้าให้บริการเพียง 10 คน ตามหลักมาก่อนได้ก่อน ใช้เวลา 20 นาทีต่อ 1 คิว  แต่ “Feeling” ที่เกิดก็คือ .. โอเค แฟร์ดี มาก่อนได้ก่อน แต่ 20 นาทีเนี่ยมันนานเกินไป ..สีทนรอไม่ด๊ายยย .. นี่แหละ คืออิทธิพลของอารมณ์ ความรู้สึกที่ผนวกรวมลงไป ทำให้เกิดอาการของความไม่พอใจในบริการตามมา ทั้งๆ ที่โดยข้อเท็จจริงแล้ว มันมีเบื้องหลังอีกมากมาย ตั้งแต่การเลือกเบอร์ เลือกโปรโมชั่น ถ่ายโอนข้อมูล SIM การชำระเงิน การตรวจสอบเครื่อง สอนการใช้งานเบื้องต้น จิปาถะมากมาย  

หนักไปกว่านั้น ด้วยความที่เป็นค่ายหย่าย ความคาดหวังยิ่งสูง ดังนั้น 20 นาที ที่ดูเหมือนปกติหากต้องไปรอที่อื่น ก็กลายเป็นช้ามาก ถึงมากที่สุดสำหรับการรอที่นี่ Feeling ที่ว่า ก็กลายเป็น “รมณ์เสีย รมณ์ไม่จอย” ขึ้นมา

อีกทั้ง 20 นาที ของคนที่รอ อยากได้น้องไอ4  อาจรู้สึกว่าเร็ว เมื่อเทียบกับการรอ 20 นาที ของคนที่หิวตาลาย ลมจะใส่ .. Fact คือ 20 นาทีเหมือนกัน ไม่ขาดไม่เกิน แต่ Feeling ต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะอย่างหลังอาจเป็นกล่องข้าวน้อยฆ่าแม่ได้

หรืออย่างโทรศัพท์บ้าน ผู้ให้บริการตั้งเป้าหมายให้ทีมงานอย่างหรู ว่าถ้าโทรศัพท์ลูกค้าเสีย เราจะซ่อมให้เสร็จอย่างรวดเร็วภายใน 1 วัน.. แจ้งมา 100 ราย  เราจะซ่อมให้เสร็จมันทั้ง 100 รายในวันเดียวเลย .. นี่เป็น “Fact” นะ อาจจะเร็วขั้นเทพ สำหรับหน่วยซ่อม ทำงานดีไม่มีที่ติ แต่ขอโทษ.. “Feeling” ของลูกค้าบอกว่า .. เดี๊ยนไม่ต้องการหน่วยซ่อมขั้นเทพแบบนี้ เดี๊ยนต้องการโทรศัพท์ที่ไม่เสีย ไม่ใช่เสียแล้วซ่อมเร็วฮ่า !! ฮาไม่ออกกันเลยทีเดียว

ดังนั้น ในการจัดการกับปัญหาการบริการ ที่เป็นปัญหาอันสาหัสจึงต้องสนใจ ใส่ใจกับทั้ง Fact และ Feeling  ทำดีตามข้อเท็จจริงอย่างเดียวไม่พอ ต้องรู้ด้วยว่าลูกค้าผู้รับบริการต้องการอะไร  Feeling ออกมาประมาณไหน นำข้อมูลเหล่านั้นมาพัฒนากระบวนการให้บริการ ให้สอดคล้องกับความคาดหวัง เพราะลูกค้าไม่มานั่งแยกหรอกว่า อืม.. Fact ดีน้า แต่บกพร่องเรื่อง Feeling  เค้าเหมารวมไปหมดนั่นแหละว่า “พอใจ” หรือ “ไม่พอใจ” กับการบริการครั้งนั้นๆ

ที่สำคัญ และที่แย่ก็คือ ข้อมูลเหล่านั้นมันไม่คงทนถาวร หรือสม่ำเสมอคงเส้นคงวา มันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เพราะรอวันนี้ 20 นาที อาจจะดูว่านาน แต่พรุ่งนี้ ให้รอ 20 นาที อาจจะ สีรอด๊าย ก็ได้น้า :)

หลักการเลือก..แพนเค้ก (ฉบับการตลาด) ^^

หลักการเลือกแพนเค้ก (ฉบับการตลาด)

จำได้ว่า ตอนก่อนเคยพาพ่อลูกชาย และบรรดาหลานๆ ไปตลาดนัดหน้าหมู่บ้านอยู่บ่อยๆ ตลาดนัดคล้ายๆ กับที่เค้าเรียกตลาดเย็นผสมกับเปิดท้ายขายของ คือมีเฉพาะตอนเย็น และเป็นบรรดาพ่อค้าแม่ขายมารวมตัวกันเฉพาะกิจขายโน่นขายนี่ตามแต่ถนัด เพื่อเข้าให้ถึงกลุ่มตลาดเป้าหมายที่เป็นหมู่บ้านชุมชนทั้งหลาย อำนวยความสะดวกถึงที่ถึงถิ่น ลักษณะแบบนี้ถ้าอัพเกรดขึ้นมาหน่อยภาษาฝาหรั่งตาน้ำข้าว คงเรียกเป็น Community Mall ที่เป็นเทรนด์ของตอนนี้แหละ

หนึ่งในบรรดาร้านค้าที่เป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆ ก็คงเป็นแพนเค้กหน้าตาคิขุ น่ารักๆๆ ที่มีแบบให้เด็กๆ เลือกตามใจชอบ จะเป็นรูปหน้าโดเรมอน กบเคโระ สตรอเบอรี่ เต่าทอง หรือตัวอะไรต่อมิอะไร ทำกันแบบสดๆ .. แน่ล่ะ ความวุ่นวายโกลาหลก็จะเกิดรอบๆ ร้านแพนเค้ก เอาตัวนั้น เอาตัวนี้ เปลี่ยนใจไปมาเมื่อเจอตัวที่น่ารัก ถูกใจกว่า กลายเป็นว่า หน้าตาความน่ารัก เป็นเกณฑ์ที่เด็กๆ ใช้เลือกแพนเค้ก

2-3 ปีผ่านไป ได้มีโอกาสแวะร้านแพนเค้กอีกรอบ คราวนี้ ย้ายไปเป็น Community Mall หน้าโรงเรียนของแม่หลานสาว เสียงเซ็งแซ่รอบรถเข็นเหมือนเคย แต่แปลกใจที่ทำไมบรรดากองทัพลูกหลานของเราเงียบผิดปกติ จนได้แพนเค้กมาขึ้นรถ ไถ่ถามที่มาของการเลือกแพนเค้ก ก็ถึงบางอ้อ ว่า เหตุที่เงียบกันนั้น เป็นเพราะกำลังใช้ความคิด ชั่งน้ำหนักกันอยู่ ระหว่างหน้าตา ความน่ารักที่อยากได้ กับขนาดและปริมาณแพนเค้ก ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า “ราคาเท่ากัน” โดยเฉพาะพ่อลูกชาย ในฐานะเป็นหัวโจก คำนวณขนาด ปริมาณ ความคุ้มมากกว่าใครเพื่อน แถมพูดเสียงดังฟังชัด ..ไม่สนหร็อกว่าตัวอะไร แต่อันใหญ่กว่าเป็นใช้ได้

เออแฮะ.. เหตุผลในการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคนี่จริงๆ เล้ย.. ด้วยเหตุผล และอารมณ์ ตามตำราเปี๊ยบ เพียงแต่รอบนี้ ประสบการณ์ อายุ และข้อมูลของผู้ซื้อเปลี่ยนไป กลยุทธ์เดิมในการขายเดิมก็เริ่มไม่ได้ผลกับกลุ่มเป้าหมายนี้อีก ไอ้ที่เดิมชิ้นเล็กแต่เน้นน่ารัก เริ่มไม่เวิร์คซะแล้ว

นี่แค่แพนเค้กนะเนี่ย .. ชิ้นละไม่กี่บาท แต่ถ้าเป็นอย่างอื่นที่มูลค่าสูงกว่านี้หลายเท่า คนขายคงต้องขบคิดกลยุทธ์กันหัวแทบแตก เอาให้เหมาะเอาให้แมทช์กับกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็พัฒนาขึ้นมากมาย เรื่องมากขึ้น ข้อมูลมากขึ้น ต่อรองมากขึ้น ไม่แน่นะ.. ต่อไปอาจเห็นแพนเค้กออนไลน์ โหวตหน้าตาแพนเค้กยอดนิยมผ่าน facebook ก็ด๊าย  ^0^

ว. เวลา #1

เพิ่งกลับเข้าบ้านพร้อมถุง และข้าวของพะรุงพะรัง เป็นอีกครั้งที่ช็อปมาราธอนจริงๆ เดินเข้าร้านโน้นออกร้านนี้ ย้อนกลับมาร้านเดิม วนเอาของมาใส่รถ แล้วกลับเข้าห้างไปช็อปใหม่ เป็นอย่างนี้ 3 รอบ

จริงๆ ไม่ได้ช็อปประชดชีวิต หรือเงินเหลือใช้แต่ประการใด เหตุผลสั้นๆ ง่ายๆ คืออยู่มาวันหนึ่งตกใจตื่นขึ้นมา ด้วยความรู้สึกว่า โอ้ว! กรี๊ด ลูกช้านเป็นหนุ่มแล้ว

จากเด็กตัวน้อยน้ำหนักแค่ 2,400 กรัม ตัวเหี่ยวๆ จนตอนนี้สูงจะทันกัน เสียงเริ่มแตก แถวสิวขึ้นอีกต่างหาก เมื่อก่อนที่ไปไหนไปด้วยกัน กระเตงกันไปทุกที่ จูงมือเดินตามกันต้อยๆ แต่ตอนนี้เริ่มดังแล้วแยกวง จูงมือไม่ได้แล้วด้วยเหตุผลว่า..อายเค้าแม่ ขอเปลี่ยนเป็นกอดคอเดินแทนได้มั้ย

นั่นแหละ..คือที่มา ที่ลุกขึ้นขนซื้อเสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้ ยกเครื่องให้พ่อลูกชายใหม่หมด ช็อปกระจาย

นึกถึงความจริงข้อนึงที่จริงแท้และแน่นอนว่า เวลาไม่เคยคอยใคร สิ่งที่เห็นทุกวี่ทุกวันจนเคยชิน จริงๆ แล้วมันเปลี่ยนไปทุกวัน ไม่เคยหยุดนิ่ง เพียงแต่เราไม่ทันสังเกต หรือชินจนไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงต่างหาก รู้สึกตัวอีกทีมันก็เปลี่ยนไปมากแล้ว บางอย่างรู้สึกอีกทีก็เหมือนจะช้าเกินไป ทำโน่นทำนี่ไม่ทัน

ลึกๆ แอบนึกดีใจ ที่ตอนก่อนยอมลาออกเปลี่ยนงาน ทิ้งเงินเดือนแพงๆ เพื่อแลกกับเวลา ขอมาอยู่กับพ่อลูกชายให้เวลากับครอบครัว แทนที่จะใช้ชีวิตเยี่ยงทาสให้กับการทำงาน

ขนาดอย่างงั้นก็เหอะ.. วันนี้ ยังตกใจ มึนๆ งงๆ เออแฮะ..มันโตเป็นหนุ่มตั้งแต่เมื่อไหร่หนอ อีกหน่อยก็คงมีแฟน แต่งงาน มีลูกมีหลาน แม่ (จ๋า) มันก็คงต้องทำใจอีกหลายยก เวลามันไปไวจริงๆ

ใครที่ผลัดวันประกันพรุ่ง ยังไม่ลงมือทำอะไร คิดไปว่า เอาไว้ก่อน..เดี๋ยวค่อยทำ ระวังไว้ให้ดีนะ เวลาที่ผ่านไปไม่เคยย้อนกลับมาให้แก้ตัว ไม่สามารถรีเพลย์ เรียกกลับมา edit แก้ไขได้  เพราะฉะนั้น.. ต้องรีบทำ ทำให้ดีด้วย จะได้ไม่ต้องย้อนกลับมาเสียใจ “รู้งี้.. ทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้ ซะก็ดีหรอก”

เหมือนกับเพื่อนคนนึงใน twitter ที่บอกเราว่า เพิ่งบอกรักผู้ชายคนนึงมา ..ซึ่งก็คือพ่อของตัวเอง เพราะกลัวว่าจะพลาดเหมือนครั้งก่อน ที่บอกรักผู้หญิงคนนึงไม่ทัน แล้วผู้หญิงคนนั้น ก็จากพ่อ จากเค้าไปแล้ว

วันนี้ หลังจากหายตกใจ.. ก็เลยให้เวลาทำเพื่อพ่อลูกชาย ช็อปกระจัดกระจาย เตรียมข้าวของสำหรับการเริ่มเป็นหนุ่ม ตั้งใจว่าจะคอยอยู่ข้างๆ ใช้เวลาไปด้วยกันระหว่างรอยต่อที่สำคัญนี้

ขอบคุณบทเรียนจากพ่อลูกชาย ที่ทำให้เรียนรู้ (อีกที) ว่าเวลามันไปไวจริงๆ นะ ^^

ปาฏิหาริย์ของขลัง

งวดเข้าปีใหม่มาทุกทีแล้ว จะว่าไปก็เริ่ม Count Down นับถอยหลังกันเป็นชั่วโมง เป็นนาทีได้ ช่วงเศษเสี้ยวของปีที่เหลืออยู่ก่อนที่จะก้าวผ่านปีเก่านี้ไป ก็ถือเป็นโอกาสอันงามที่จะทบทวนเรื่องราวที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ตลอดเกือบ 12 เดือนนี่

ปีนี้ เป็นที่ครอบครัวเรามีแต่เรื่อง เจอแต่เหตุงานเข้ามากมาย หลายเรื่องที่ประเดประดังเข้ามา จนตอนนี้มานั่งนึกๆ เอาว่า เออหนอ.. พวกเราผ่านพ้นมาได้อย่างไรกัน

เริ่มจากคนรอบข้าง จากเดิมที่เจอแต่การ์ดแต่งงาน ต้องไปเยี่ยมบรรดาเพื่อนฝูงคลอดลูก ต้อนรับสมาชิกใหม่ตามโรงพยาบาล ก็เปลี่ยนไปเป็นการ์ดงานศพ พ่อคนนั้นตาย แม่คนนั้นเสีย หรือป่วยหนักเข้าโรงพยาบาล ใกล้เข้ามาอีก ก็เป็นเรื่องในครอบครัว เริ่มจากต้นปีก็ฉลองปีใหม่ของตัวเองด้วยการเข้าโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น ตรวจโน่น เช็คนี่ เจาะเลือดไปหลายรูหลายเข็ม ด้วยอาการของความดันทุรัง เอ๊ย ความดันโลหิตสูง  คอเลสตรอรอลกระฉูดแบบน่าตกใจ แถมพ่วงด้วยคลื่นหัวใจผิดปกติ ผนังหัวใจหนา เลยต้องครุ่นคิดถึงสุขภาพตัวเองอย่างจริงจัง เพราะกลัวตาย

ต่อมาก็ฉลองไตรมาสแรก ด้วยการปิดฉากลูกจ้างมืออาชีพที่เป็นมาตลอดกว่า 10 ปี มาล่องลอยอยู่ในโลกของฟรีแลนซ์ หรืออีกนัยหนึ่งคือคนว่างงาน ที่มีงานก็ไม่ว่าง ไม่มีงานก็ว่างพักผ่อน  ชีวิตดูเหมือนจะลำบากแต่กลับรู้สึกสบายดี .. วนมาที่คนใกล้ตัว พ่อแฟนป่วยเข้าออกโรงพยาบาลอยู่ 2-3 ครั้ง จบลงด้วยมะเร็ง ที่หมอให้ทำใจต้องนับถอยหลัง พ่อตัวประสบอุบัติเหตุรถยนต์พาส่งโรงพยาบาล แม่ก็โรคหัวใจกำเริบ ..ดูว่ามีแต่เรื่องทุกข์ มีแต่เรื่องร้าย งานเข้าไม่หยุดหย่อน

นี่ยังไม่นับ งานที่เข้ามาแบบประปราย … อย่างความเครียดและความเสี่ยงจากการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง ลดค่างานของบริษัทของคุณสามี หรืออย่างช่วงนี้ที่คนอื่นเค้าออกเที่ยวฉลอง แต่เรายังต้องอยู่โยงจับเจ่าทำงานที่ทั้งหิน ทั้งโหด แบบวัดกับกำหนดเดดไลน์ที่ฉิวเฉียดแค่ปลายจมูก 

ครุ่นแล้ว คิดแล้ว ก็พอจะสรุปออกมาได้ว่า เหตุที่ช่วยให้ครอบครัวเรา ตัวเราผ่านและพ้นเรื่องร้ายๆ ในรอบปีมาได้ ก็น่าจะเป็นของดี ของขลัง 3 ชิ้นด้วยกัน .. ของขลัง ของดีอย่างแรกก็คือของเก่า กรรมเก่าที่ทำไว้ดี เมื่อถึงเวลาฉุกเฉินก็แสดงอิทธิฤทธิ์ ออกปาฏิหาริย์มาช่วยได้ทัน อย่างเรื่องงานที่ยังเข้ามาตลอด แม้จะเลิกเป็นลูกจ้างมืออาชีพขาประจำแล้วก็ตาม ก็เป็นเพราะงานเก่าทำไว้ดี ผลงานดีมีคนเห็น รวมถึงคอนเนคชั่นที่สะสมไว้ ทำให้ไม่เข้าตาจน รอดพ้นจากปากเหยี่ยวปากกามาได้

ของขลังชิ้นที่ 2 ก็คือ ธรรมะ .. โชคดีที่มีญาติมิตรทางธรรม กัลยาณมิตรที่ดี คอยดึง คอยจูง คอยผลักให้ฟังธรรมเข้าหู โดยเฉพาะคุณสามีที่เปิด CD ธรรมะให้ฟังทุกวันเสาร์อาทิตย์ แรกๆ ก็ทะลุหูซ้าย ออกหูขวา แต่มันคงยังมีเหลือตกค้างอยู่ในหัวบ้าง จึงเปรียบเหมือนว่ามีของดี ของวิเศษที่ทำให้ครองสติ ไม่ตกอยู่ในห้วงของอารมณ์ พาตัวออกจากความทุกข์ได้ และปลงได้ (บ้าง) กับเรื่องราวต่างๆ .. ทำให้ไอ้ที่ทุกข์มาก ก็เปลี่ยนเป็นทุกข์น้อยลง ทุกข์สั้นลง

ของดี ของวิเศษชิ้นที่ 3 คือยันต์สุดวิเศษ ครอบครัวที่น่ารัก ที่คอยเป็นเกราะคุ้มภัยที่แน่นหนา ครอบครัวที่มีความรัก ความเข้าใจ เป็นกำลังใจซึ่งกันและกัน คุยให้เข้าใจ และรับกับความจริงที่เกิดขึ้นได้ คือยันต์มหัศจรรย์จริงๆ ถึงจะทะเลาะกันมั่ง ตีกันมั่ง เป็นน้ำจิ้ม แต่ท้ายสุด.. ก็กลับมาติดหนึบกับความเป็นครอบครัวเดียวกัน เป็นยันต์คุ้มกันที่คงกระพันจริงๆ

ปีใหม่จะมาแล้ว ปีเก่าก็กำลังจะไป ขอบคุณของดี ของขลังทั้ง 3 ชิ้น ที่ช่วยให้รอดพ้นข้ามปีมาได้ เจอปาฏิหาริย์จากของขลังทั้ง 3 ไปเต็มๆ ถ้าจะเก็บไว้คนเดียวคงไม่เหมาะ ต้องกระจายและบอกต่อ ถือซะว่าเป็นของขวัญปีใหม่ที่มอบให้เพื่อนฝูง เข้าทำนองของดี .. ต้องบอกเพื่อน

แบบไหน..เรียกว่าใช้ชีวิตให้คุ้ม

Work-life balance

เมื่อคืนก่อน ได้มีโอกาสนั่งเม้าท์กับเพื่อนจนหูร้อน หูชา นั่งคุยเรื่องนู้น รำลึกความหลังเรื่องนี้ ถามถึงเพื่อนคนนั้น สารทุกข์สุขดิบที่ผ่านมา ทำหยั่งกับแม่แก่คุยกัน … ทั้งที่ก็ไม่ได้ผ่านร้อน ผ่านหนาว หรืออาบน้ำร้อนน้ำอุ่นมากซักเท่าไหร่  แต่รู้สึกเหมือนหยั่งกับเป็นนักผจญเพลิงที่ผ่านศึกมาอย่างโชกโชน

ก็ไม่รู้ว่าเป็นพวกที่จัดอยู่ในกลุ่มที่ใช้ชีวิตคุ้มหรือเปล่า เพราะคำว่าคุ้ม คงขึ้นกับความหมาย นิยาม หรือคำจำกัดความของแต่ละคน บ้างอาจว่า พวกใช้ชีวิตคุ้ม อาจต้องเป็นพวกลองของ อะไรดีไม่ดี ต้องเป็นได้ลองซะหมด หรือบ้างอาจเป็นพวกที่ต้องเที่ยวเตร็ดเตร่ ใช้ชีวิตแบบถึงไหนถึงกัน เที่ยวกลางวัน เที่ยวกลางคืน ท่องเที่ยว นานาจิตตัง ว่ากันไป

แต่คำว่า “คุ้ม” ในความหมายของการใช้ชีวิตที่แม่แก่ 2 คน เม้าท์กันนั้น กลับเป็นอะไรๆ ที่เรียบง่าย การใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่า ก็คือการได้ดูแลชีวิตที่ได้มาของเราอย่างดีที่สุด รู้จัก Balance of Life ตามที่เค้าว่า เพราะคนเรา มีชีวิตส่วนตัว ชีวิตครอบครัว ชีวิตการงาน และเส้นทางอาชีพของตน ต้องรู้จักสร้างสมดุลย์ ถึงจะถือเป็นการใช้ชีวิตที่คุ้มค่าในประเด็นที่เม้าท์ถึง

ในมุมมองแรก ก็คือชีวิตส่วนตัว หลายๆ คนไม่เคยได้มีเวลามากมายในอันที่จะสร้างสุข หรือได้ดูแลตัวเอง เช้าต้องตื่นแต่เช้า รีบลกๆ ออกจากบ้าน ฝ่าฟันการจราจรที่ทุเรศทุรังเพื่อดิ้นรนไปโรงเรียน ไปส่งลูก ไปทำงาน ข้าวเช้าไม่เคยได้ตกถึงท้อง เกือบทุกวันต้องฝากท้องส่วนบน และท้องส่วนล่างไว้ตามปั๊มน้ำมัน หิวก็แวะซื้อขนมนมเนย หรือพวกแดกด่วนใส่ท้องส่วนบนประทังความหิว พอปวดก็ฝากท้องส่วนล่างไว้ตามห้องน้ำของปั๊มน้ำมันข้างทาง ทำงานหามรุ่งหามค่ำ ประชุมแล้วประชุมอีก งานก็เร่งจนจุก ได้หอบหิ้วกลับมาทำที่บ้านเป็นโอแถม นอนก็น้อย เครียดก็มาก ยากที่จะได้ดูหนังฟังเพลง เพื่อนฝูงเลิกคบ พ่อแม่ตัดออกจากกองมรดก จะอ่านหนังสือรึอบรมพัฒนาตัวเองก็ไม่เคยได้ทำ ออกกำลังกายแต่ละทีก็เป็นในความฝัน อันนี้ เรียกว่าใช้ชีวิตไม่คุ้ม มารู้ตัวอีกทีก็โรคถามหา ไล่ไปตั้งแต่โรคไมเกรน โรคกระเพาะ โรคเครียด โรคความดัน โรคหัวใจ ไปจนถึงตายคาโต๊ะทำงานโดยไม่รู้สาเหตุ

ในมุมมองที่ 2 คือ คุ้ม ในเรื่องของชีวิตครอบครัว ทั้งๆ ที่ครอบครัวเป็นที่พักพิงทางใจที่สำคัญ แต่เรากลับลืมไปซะงั้น มองข้ามความสำคัญ ประมาณว่าของใกล้ตัว..เมื่อไหร่ก็ได้ เป็นของในมือ หมูในอวย หันกลับมาเมื่อไหร่ก็เห็น ก็อยู่ มารู้ตัวอีกที อาจมีใครต้องตายจาก ต้องเสียความรู้สึก หรือเสียผู้เสียคนไปแล้ว กลับไปหาพ่อหาแม่ เยี่ยมญาติ คุยกะลูก กินข้าวพร้อมหน้าซะมั่ง ไม่ใช่ต้องพกรูปไว้เตือนความจำในกระเป๋า ไม่งั้นจำหน้ากันไม่ได้

คุ้มที่ 3 ก็คือการดูแลเรื่องชีวิตการงาน ต้องรู้จักดูแลให้ดี รับผิดชอบ ทำงานที่ได้รับความไว้วางใจอย่างเต็มที่ที่สุด เต็มที่ทั้งพลังความรู้ ความสามารถ เต็มที่ทั้งความตั้งใจ ความพยายาม รับผิดชอบ และที่สำคัญ ที่นับวันจะหาได้ยาก เหลือน้อยลงทุกที ก็คือคุณธรรม จริยธรรม หรือจรรยาบรรณในหน้าที่ วิชาชีพของตนเอง .. อย่างวันนู้นไปเติมน้ำมัน เด็กปั๊มปฏิเสธไม่เติมให้ บอกว่ามีน้ำปนในถังใต้ดิน เดี๋ยวเครื่องยนต์จะพัง .. ดูซิ เด็กปั๊มยังมีจรรยาบรรณในงานของตนเองเลย

สุดท้ายของการใช้ชีวิตให้คุ้ม ก็คือเส้นทางอาชีพของตนเอง .. อันนี้ น้อยคนที่จะคิดและวางแผนเผื่อไว้ เพราะไม่เคยมี ไม่เคยคิด หรือไม่รู้ว่าต้องคิด จดจ่ออยู่กับงานปัจจุบันจนไม่เคยคิด หรือวาดฝันไว้ว่าอนาคตชั้นจะเป็นอะไร ทำอะไร มีอาชีพอะไร หรือทำอะไรกินตอนเกษียณ การใช้ชีวิตส่วนนี้จึงไม่มี ไม่เคยคุ้ม .. อย่างเพื่อนเราขาเม้าท์ มันแบ่งเวลาไว้ทำงานวิจัยที่ชื่นชอบ (ซึ่งเราไม่เคยคิดจะชอบ ^^) ไม่ใช่เพื่อตังค์ หรือเพื่ออัพเกรดเป็น ศอ เป็นอะไร แต่เพราะอยากได้ชื่อว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เรียน และเอาผลจากการวิจัยมาทำเป็นหลักสูตร ทำสถาบันพัฒนาคนเล็กๆ แบบไม่เอากำไร สร้างคนที่มีคุณภาพ  ซึ่งสร้างความสุขให้กับตัวเอง และก็มีเหลือๆ มาแบ่งปันไปถึงคนอื่น

นี่แหละ ใช้ชีวิตแบบเนี้ยเรียกว่าคุ้ม จากผลของการเม้าท์แตกแบ่งปันประสบการณ์ระหว่างคน 2 คนที่ผ่านชีวิตมาช่วงหนึ่ง เส้นทางต่างกันนัก แต่กลับมาเห็นพ้องกันว่า ความคุ้มของการมีชีวิต..ชีวิตหนึ่ง มันต้องรู้จักการสร้างสมดุลย์ให้กับทุกด้านอย่างเหมาะสม อย่างพอดี และลงตัว มันถึงจะมีความความสุข และเมื่อสุขแล้วก็เหลือๆ แบ่งปันไปให้คนอื่นบ้าง มันถึงจะสุขยิ่งขึ้น

แต่นี่ มันก็สุขแบบเด็กๆๆ ฟลอร์ๆๆ เท่านั้น เพราะยังคงเป็นการหาสุขให้ “ตัวเรา”   เมื่อยังมีตัวเราก็คงจะยังไม่ใช่สุขจริงๆ ตามหลักธรรม นอกจากนั้น เราเองก็ยังต้องเดินทางอีกมาก เพื่อสร้างสมดุลย์ให้กับชีวิตที่ว่า บางมุม ยังใช้ชีวิตไม่คุ้ม ยังอ่อนด้อย ก็ต้องว่ากันต่อไป ด้วยความหวังว่า จะได้ใช้ชีวิตอย่าง”คุ้ม” และมี”ค่า” ให้ได้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้

สู้ต่อไป .. ทาเคชิ ^^

รัก.. ต้องบอกรัก

 

รัก.. ต้องบอกรัก

วันนี้คุณบอกรักคนที่บ้านรึยัง..

จั่วหัวซะหวานแหวว คงนึกว่าเป็นเรื่องราวความรัก หรือไม่ก็เป็นเรื่องของคนที่กำลังอินเลิฟจนสำลักออกมาเป็นตัวหนังสือ แต่จริงๆ แล้วกลับเป็นเรื่องของการสร้างพื้นฐาน “ครอบครัวอบอุ่น” เพื่อเป็นภูมิคุ้มกัน หรือเป็นวัคซีนสำหรับการใช้ชีวิตในสังคมปัจจุบัน ที่ออกจะล่อแหลมและเสี่ยงมากมายสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเด็กน้อย เด็กโต วัยรุ่นแรกแย้ม ไปจนถึงรุ่นแก่ ..

หลายๆ คนอาจได้รับการปลูกฝังเรื่องของการเก็บความรู้สึก และการสงวนท่าทีสำหรับการแสดงออก ต่อให้ดีใจ เสียใจ หรือรักมากมายขนาดไหน ก็ไม่แสดงออก ไม่บอกไม่กล่าว หรืออย่างมากก็แค่แสดงออกแบบเล็กๆๆ พอเป็นกระสัย ยิ่งแก่ตัวลง หรือมองในแง่บวกคือยิ่งโตขึ้น คนเราก็บอกรักกันน้อยลง หลายบ้านเลิกบอกรักกันตั้งแต่หลังแต่งงาน บางบ้านเค้าบอกรักกันหนเดียวตอนขอแต่งงาน .. ทำนองนั้น

แต่หารู้ไม่ว่าพลังของความรักนั้น มันมากมายมหาศาลเพียงพอที่จะทำให้คนตัดสินใจที่จะทำ หรือไม่ทำอะไรก็ได้ ไอ้ที่งอนตุ๊บป่อง ไม่พูดไม่จา หรือที่โกรธกันแทบตาย ก็กลับมาดีกันได้ราวปาฏิหารย์ .. บรรยากาศมาคุที่อึมครึม ก็อาจจะเป็นสีชมพูขึ้นมาด้วยการบอกว่า .. ”เรารักกัน” ลูกที่กำลังน้ำตาเล็ด ก็หายเป็นปลิดทิ้งกับเพียงแค่พ่อหรือแม่ดึงมากอดแล้วบอกว่า “รักลูก”

มันออกจะดูขัดเขินสำหรับบางคน บางบ้านที่ไม่คุ้นเคย เกิดอาการกระดาก ไม่กล้า..จนปูนนี้แล้วยังจะมาให้บอกรักอีก แต่เชื่อเถอะว่าลองฝืนๆ ทำไป ผลที่ตามมาออกจะดีเกินคาด หรือถ้าไม่อยากบอกรัก ก็อาจจะเลือกแสดงความรักด้วยวิธีการอื่นตามถนัดก็ไม่ว่ากัน ขอเพียงแสดงออกถึงความรัก ห่วงใย ใส่ใจ ก็พอ และแถมอีกนิดว่า ในจังหวะเวลาและโอกาสที่เหมาะสม อย่าพร่ำเพรื่อจนรู้สึกว่าไม่จริงใจแล้วกัน

แอบเห็นบางครอบครัว น่ารักเป็นที่สุด คุณลูกอายุกว่า 40 ขึ้น คุณแม่น่าจะกว่า 70 ขวบ ยังบอกรักกัน กอดหอมแก้มกันหนุงหนิง ดูแล้วอบอุ่นจัง และไม่เห็นที่จะต้องอาย .. เมื่อรักแม่ ก็แสดงออกว่ารักแม่ ดีกว่าไปกอดจูบทำอย่างว่ากับสาวอื่น อันนั้นน่าอายกว่าตั้งเยอะ

จริงๆ ลึกในใจยังแอบปลื้มวัฒนธรรมต่างชาติในเรื่องของการกอด แบบที่เรียกว่า HUG ….  มันดูเป็นกอดมหัศจรรย์ที่ช่วยสร้างกำลังใจ สร้างพลัง ทั้งกับคนในครอบครัว หรือกับเพื่อนร่วมงาน กอดหรือสัมผัสที่เป็นทั้งกำลังใจ ปลอบใจ รับขวัญ ฉลองชัย สร้างความอบอุ่นใจได้อย่างประหลาด กอดแบบมิตรภาพโดยที่ไม่ต้องเลือกว่าชาย-หญิง …. HUG กัน HUG กัน .. เรื่องร้ายๆ ก็จะกลายเป็นดีได้

จริงอยู่ อาจดูขัดตา แต่การบอกรัก หรือแสดงออกว่ารักกับคนในครอบครัวเรา กับเพื่อนเรา ในส่วนตัวก็ยังเชื่อว่าไม่เห็นจะเป็นไร แต่น้ำหนักของความเหมาะสม โอกาส กาละเทศะ และความพอดี คงเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณากันเอาเอง

รักนะ แต่ไม่แสดงออก เป็นเรื่องเชยซะแล้ว .. ครอบครัวอบอุ่นสมัยนี้ ต้องบอก “รัก” และแสดงออกว่า “เรารักกัน”

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต thaiweddingmall.com

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.